ศึกสัตว์ปีก “ลิเวอร์เบิร์ด ปะทะ ไก่เดือยทอง”


วันอังคาร 14 พฤษภาคม 2019

ศึกสัตว์ปีก “ลิเวอร์เบิร์ด ปะทะ ไก่เดือยทอง”

คอลัมน์ฟุตบอล

คู่ชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีก “สองทีมที่ขับเคลื่อนด้วยPassionและแรงกระหาย”

 

ก่อนอื่นเราขอแนะนำ เว็บไซต์ดูไฮไลท์ฟุตบอลแบบฟรีๆ บอลครบทุกลีกดัง มีให้ดูตลอด 24 ชม. เพียงกดลิ้งค์นี้…..ไฮไลท์บอล


      ศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปรายการยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก” ได้คู่ชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นสองทีมจาก อังกฤษ คือ  “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จะพบกับ “ไก่เดือยทอง” ทอตนัมฮอตสเปอร์ส

 

      โดยคู่ชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีกปีนี้ จะทำการแข่งขันกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2562 เวลา 02.00 น. ตามเวลาในบ้านเราและในการแข่งขันรอบสุดท้ายจะเล่นที่สนาม “ว่านต๋า เอสตาดิโอ เมโทรโปลิตาโน่” ของสโมสร แอตเลติโก มาดริด 

 

 


     สิ่งที่น่าสนใจของทั้งสองทีม

 

ประสบการณ์นัดชิงบอลถ้วยยุโรปที่ต่างกันสุดขั่ว

 

     แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงเรื่องความคุ้นเคยกับบรรยากาศนัดชิง “หงส์แดง” ดูเหมือนจะได้เปรียบกว่ามาก เพราะนักเตะในชุดปัจจุบันหลายคนก็เคยได้เล่นในนัดชิง UCL 2018 ที่พบกับ “เรอัลมาดริด” มาแล้ว ยังรวมถึงประวัติศาสตร์สโมสรที่เคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ได้ถึง 8 ครั้ง(ไม่นับปัจจุบัน) แม้จะอกหักไป 3 ครั้ง แต่การคว้าแชมป์มาได้ 5 ครั้ง ก็ถือว่าเยอะพอที่”เหล่า เดอะค๊อป” จะภูมิใจในการเรียกทีมที่ตัวเองรัก ว่า “เจ้ายุโรป 5 สมัย” 

 

    ส่วน “สเปอร์ส” ในรายการ UCL 2018 ทำได้เพียงเข้ารอบ 16 ทีม และแพ้ให้กับ ยูเวนตุส ทำให้ครั้งนี้เป็นการเข้าชิงบอลถ้วยยุโรปหนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร 

 

 


ปฎิหาริย์ในรอบรองชนะเลิศ

 

      ทั้งสองทีมผ่านรอบรองชนะเลิศมาแบบโกงความตาย ลิเวอร์พูลนั้น ในนัดแรกแพ้ให้กับ บาร์ซ่า ที่ คัมป์นู ถึง 3 ประตู มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาได้ ยิ่งเจอกับทีมระดับ บาร์ซ่า แต่ในที่สุด ก็โกงความตาย ฟื้นกลับทะลุเข้านัดชิง ด้วยการยิง 4 ประตู เขี่ย เจ้าบุญทุ่ม ตกรอบไปแบบ ช๊อคโลก 

 

 

      ด้าน “สเปอร์ส” เอง ก็เจอสถานการณ์ไม่ต่างกัน แม้นัดแรกจะเล่นในบ้านตัวเอง แต่ก็พลาดท่าเสีย Away Goal 1 ประตู ให้กับ อาแจ็กซ์ ทีมที่มีสุดยอดดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค อย่าง  มัทไธจ์ส เด ลิกต์ ,ดอนนี่ ฟาน เด เบค ,เฟรงกี้ เดอ ยอง ,จัสติน ไคลเวิร์ต ,ดาวิด เนเรส ที่ผ่านเข้ารอบมาด้วยการเขี่ยสองทีมใหญ่ผู้เล่นมากประสบการณ์มากมายในทีม อย่าง ยูเวนตุส และเรอัล มาดริด ทำให้การต้องออกไปในฐานะทีมเยือนเป็นงานยากมากๆ

     เมื่อการแข่งขันในนัดที่สองเริ่มต้นขึ้น ความยากลำบากก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว เมื่อเป็นเจ้าบ้านทำประตูขึ้นนำไปสองลูกในครึ่งแรก สกอร์รวม เป็น 3-0 ทำให้หลายคนมองสถานการณ์ ณ เวลานั้นว่า สเปอร์ส คงหมดหวังแล้ว น่าจะเป็น อาแจ็กซ์ ที่จะได้ไปชิงชัยกับ ลิเวอร์พูล

     แต่ขึ้นชื่อว่าบอลลูกกลมๆ มันอาจกลิ้งกลับไปกลับมาทางไหนก็ได้ ในครึ่งหลัง สเปอร์ส ก็พลิกนรก โดย “ลูคัส มูร่า” ยิงคนเดียวสามประตู โดยเฉพาะ ประตูที่สาม ที่ยิงหลังทดบาดเจ็บ 5 นาทีหมดไปไม่กี่วิ เรียกได้ว่าอีกไม่กี่อึดใจ แฟนๆอาแจ็กซ์ที่กำลังร้องเพลงฉลองอยู่ก็ได้เฮอย่างเป็นทางการแล้ว แต่การเฉลิมฉลองของแฟนอาแจ็กซ์ก็ต้องหยุดลง เมื่อ “มูร่า” ซัดบอลเข้าไปตุงตาข่าย ถือเป็นการพลิกเข้ารอบในวินาทีสุดท้ายจริงๆ

 

 


สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบรองฯ มันมากว่าคำว่า ปฎิหาริย์

 

      การเข้ารอบของทั้งสองทีม ที่เสียเปรียบคู่แข่ง 3 ประตู เป็นสกอร์ตามหลังที่เท่ากันและอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องชนะ ปฎิหาริย์อย่างเดียว ไม่อาจจะผ่านมาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันมากกว่านั้น จะเห็นได้ว่า ในตอนที่ตกเป็นรอง นักเตะของทั้งสองทีม ไม่มีอาการถอดใจเลย ทุกคนมีความกระหายในชัยชนะ และเล่นบอลด้วยความหลงใหลที่จะเข้าไปมีโอกาสคว้าแชมป์ยุโรปให้ได้ ความเชื่อมั่นและหัวใจของทุกคนที่กระหายในชัยชนะ ส่งผลให้ทั้งลิเวอร์พูลและสเปอร์ส มาอยู่เป็นคู่ชิงชนะเลิศรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ

 

 


       เกร็ดเล็กๆน้อยๆ การชิงความเป็นเจ้ายุโรปประจำฤดูกาล 2018-2019 ใกล้ถึงบทสรุปแล้ว และความพิเศษในปีนี้คือ คู่ชิงเป็นสโมสรจากลีกเดียวกัน และเป็นหนที่สองของทีมจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มาชิงกันเอง ครั้งแรกในปี 2008 เป็นแมนฯ ยูไนเต็ด ชิงกับ เชลซี แต่ความพิเศษของปีนี้ยังไม่หมดไป เพราะคู่ชิงในรายการรองอย่าง “ยูฟ่า ยูโรปา ลีก” ก็เป็นสองทีมจากอังกฤษที่มาชิงกันเอง คือ อาเซน่อล กับ เชลซี  นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีทีมจากอังกฤษทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปทั้งสองรายการและถือเป็นปีทองของฟุตบอลอังกฤษ ใครที่เป็นแฟนของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คงเป็นปลื้มกันไม่น้อย เพราะที่ไม่ว่าทีมไหนจะชนะ สองถ้วยใหญ่ของยุโรป จะถูกหิ้วกลับมายังแผ่นดินอังกฤษอย่างแน่นอน

กลับหน้า ballstep





เรื่องที่คุณอาจสนใจ